วันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

 

ประเพณีลงแขกเกี่ยวข้าว ประจำปี 2568

 ❝เกี่ยวข้าวรวมใจ ชาวนาไทย ใส่ใจหยุดเผา❞

 ❝ปลูกวันแม่ เกี่ยววันพ่อ❞

 อำเภอชนบท


นายปิยะพงษ์ คลังทอง นายอำเภอชนบท / นางสุภิญญา พงษ์คำพันธ์ เกษตรอำเภอชนบท


          วันที่ 21 พ.ย.68 เวลา 09.00 น. นางสุภิญญา พงษ์คำพันธ์ เกษตรอำเภอชนบท พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอชนบท ร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลวังแสง  อำเภอชนบท จังหวัดขอนแก่น 

จัดงานประเพณีลงแขกเกี่ยวข้าว ประจำปี 2568 ❝เกี่ยวข้าวรวมใจ… ชาวนาไทย… ใส่ใจหยุดเผา❞ ❝ปลูกวันแม่… เกี่ยววันพ่อ❞  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรม 

สืบสานประเพณีอันดีงามของชาวนาไทย สร้างขวัญกำลังใจ 

สร้างความสามัคคีแก่เกษตรกร

 ซึ่งมีหลากหลายกิจกรรม ได้แก่ กิจกรรมลงแขกเกี่ยวข้าว

 การรณรงค์การหยุดเผาในพื้นที่การเกษตร

 สาธิตการหว่านปอเทืองเพื่อเป็นปุ๋ยพืชสด และการไถกลบตอซัง โดยมีนายปิยะพงษ์ คลังทอง นายอำเภอชนบท เป็นประธานในการเปิดงานฯ มีหัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำชุมชน 

ประธานศูนย์เครือข่ายศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรอำเภอชนบท

 สมาชิกแปลงใหญ่พืชผักตำบลวังแสง และเกษตรกรเข้าร่วมงานกว่า 70 ราย 

ณ แปลงนานางวิจิตรา บรันดท์ ศูนย์เครือข่าย ศพก. หมู่ 2 ตำบลวังแสง 

อำเภอชนบท จังหวัดขอนแก่น





  



   


  

 


 ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ธปท. สภอ.) 

จัดงานสัมมนา ประจำปี 2568 “เกษตรวิถีใหม่เพื่อการพัฒนาท้องถิ่น”



ในวันศุกร์ที่ 21 พฤศจิกายน 2568 เวลา 08.30-12.00 น. ณ ห้อง Convention 2-3 
โรงแรมอวานี ขอนแก่น โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ จ.ขอนแก่น 
เพื่อเป็นเวทีให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาจากภาคส่วนต่าง ๆ ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มเกษตรกร 
ผู้ประกอบการ หน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา และสถาบันการเงิน 
ตลอดจนประชาชนทั่วไป ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางในการยกระดับรายได้เกษตรกร เพื่อสร้างความเป็นอยู่ที่ดีของเศรษฐกิจอีสานอย่างยั่งยืน

คุณวิทัย รัตนากร
ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย



ในช่วงแรกได้รับเกียรติจาก คุณวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวเปิดงานและสะท้อนภาพรวมบทบาทหน้าที่ ธปท. ในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1) ดูแลเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม 2) ดูแลระบบสถาบันการเงินให้เข้มแข็ง และ 3) ดูแลเสถียรภาพระบบการชำระเงิน โดยระยะต่อไป การทำงานของ ธปท. จะใกล้ชิดประชาชนมากขึ้น เพื่อแก้ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจปัจจุบัน ได้แก่ หนี้ครัวเรือน การเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs ปัญหาทุนสีเทา และสแกมเมอร์
ภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2568 และ 2569 คาดว่าขยายตัวต่ำเพียง 2.1% และ 1.6% เศรษฐกิจที่โตต่ำเกิดจากปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น ขีดความสามารถในการแข่งขันลดลง และสังคมสูงวัย เป็นต้น ภาคอีสานเองที่พึ่งพาภาคเกษตรสูงก็เผชิญปัญหาผลิตภาพต่ำ และปีนี้ราคาสินค้าเกษตรไม่ดี ยิ่งซ้ำเติมปัญหารายได้ไม่พอรายจ่าย โดยในช่วงปี 2560-66 รายได้ครัวเรือนอีสาน โตเฉลี่ย 0.5% ต่อปี แต่รายจ่ายโตเฉลี่ยถึง 2% ทำให้เกิดปัญหาหนี้เพิ่มขึ้น หนี้ครัวเรือนอีสานโตขึ้นกว่า 55% ในขณะที่ประเทศโต 24% จึงต้องเร่งให้ความช่วยเหลือในการแก้หนี้ ​​​​​​​



แบงก์ชาติจึงเข้ามาแก้ปัญหาที่ตรงจุดมากขึ้น โดยมาตรการสำคัญที่ทำ คือ โครงการแก้หนี้เสีย (NPL) ที่มีมูลค่าหนี้ไม่เกิน 1 แสนบาท ผ่าน Social AMC ทำให้ประชาชนรายย่อยปิดจบหนี้ได้จริง นอกจากนี้ ในด้านสินเชื่อ แบงก์ชาติเตรียมพัฒนารูปแบบการค้ำประกันใหม่เพื่อให้ SMEs เข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น ตั้งเป้า 1 แสนล้านบาท หรือประมาณ 5% ของสินเชื่อคงค้าง SMEs ทั้งหมด โดยในจำนวนนี้จะครอบคลุมเกษตรกรซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ในอีสาน อีกบทบาทสำคัญของแบงก์ชาติ คือ การส่งเสริมความรู้ทางการเงินแก่ประชาชน เพราะปัญหาหนี้ส่วนหนึ่งเกิดจากการใช้จ่ายเกินตัว และขาดความเข้าใจเรื่องการออมและการบริหารเงิน โดยร่วมมือกับ กองทุนหมู่บ้าน ธนาคารออมสิน และ ธ.ก.ส. นำร่องใน 3 จังหวัด (หนองบัวลำภู ชัยภูมิ บุรีรัมย์) รวมกว่า 5,000 กองทุนฯ รวมถึงโครงการ “ครูสตางค์” ที่ช่วยให้ครูมีความรู้ทางการเงิน สามารถสอนเด็กและแก้ปัญหาหนี้ครูเองได้​​​​





ช่วงที่สอง นำเสนอหัวข้อ “เพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน ด้วยเทคโนโลยีเกษตร” โดย รศ.ดร.ขวัญตรี แสงประชาธนารักษ์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้ยกคำถามสำคัญ คือ เหตุใดเกษตรกรไทยจำนวนมากยังไม่ใช้เทคโนโลยีในการทำเกษตร โดยพบว่าปัญหาหลักคือ เกษตรกรยังไม่มั่นใจว่าการลงทุนด้านเทคโนโลยีจะคุ้มค่าหรือไม่ เพราะถึงแม้ผลผลิตจะมีคุณภาพมากขึ้น แต่ราคาที่ได้รับกลับไม่สะท้อนคุณภาพที่แท้จริง เนื่องจากระบบรับซื้อยังเน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพ ทำให้เกษตรกรขาดแรงจูงใจในการลงทุน อีกเหตุผลสำคัญ คือ การขาดบุคลากรที่มีความรู้ด้านเทคโนโลยีการเกษตร เนื่องจากคนรุ่นใหม่เข้าสู่อาชีพเกษตรน้อยลง แรงงานส่วนใหญ่ที่เป็นผู้สูงวัยไม่กล้าลงทุน เพราะขาดผู้สืบทอดเครื่องมือเครื่องจักร
อย่างไรก็ดี เริ่มเห็นเกษตรกรตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จ เช่น กลุ่มทำนาประณีตที่ชัยภูมิ กลุ่มทายาทอ้อยร้อยล้านน้ำตาลบุรีรัมย์ ที่อาศัยองค์ความรู้ใหม่และมีแนวคิดว่า การทำเกษตรด้วยเทคโนโลยีสามารถสร้างรายได้และเป็นอาชีพที่มั่นคงได้ เช่น ผู้ให้บริการโดรนสำหรับพ่นปุ๋ย-พ่นยา หรือ ธุรกิจ SMEs ที่ให้เช่าเครื่องจักรเกษตรสมัยใหม่ ซึ่งจะทำให้ระบบนิเวศด้านเทคโนโลยีเกษตรเติบโต และเกษตรกรมีทางเลือกใหม่ที่จะช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และเพิ่มรายได้ในระยะยาว​​​



ช่วงที่สาม นำเสนอหัวข้อ “พลิกมุมคิดเพื่อยกระดับผลผลิตข้าวอีสาน” โดย คุณสินสมุทร ศรีแสนปาง ผู้ก่อตั้งโครงการศรีแสงดาวหมู่บ้านนาหยอด ได้ชี้ให้เห็นว่า “กำแพงทางใจ” คืออุปสรรคสำคัญที่ทำให้ชาวนาไม่กล้าก้าวออกจากวิธีเดิม ๆ ทั้งที่การเปลี่ยนเพียงมุมคิด ก็ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นได้ นำมาสู่การจัดตั้งโครงการศรีแสงดาวหมู่บ้านนาหยอด ซึ่งสิ่งที่ต้องสื่อสารให้ชัดคือ การทำให้ชาวนากล้าปรับตัวโดยเริ่มจากเคล็ดลับง่าย ๆ ที่ทำได้จริงเพื่อพิสูจน์ว่าใช้เมล็ดพันธุ์น้อยก็ให้ผลผลิตสูงได้ ถ้าทำตามวิธีการที่ถูกต้อง โดยใช้เคล็ดลับ 3 เรื่อง คือ
1) ใส่ปุ๋ยให้ถูก (ถูกสูตร ถูกปริมาณ ถูกจังหวะ) 2) ปรุงดินเพื่อช่วยลดการใช้ปุ๋ยเคมีในระยะยาว ผ่านการไถกลบตอซัง การห่มดินเพื่อรักษาอินทรียวัตถุ และการปลูกพืชหลังนา และ 3) ทำนาหยอด มีขั้นตอนสำคัญ ได้แก่ ไถล่อหญ้าเพื่อกำจัดวัชพืช ทำแปลงให้สะอาด และอนุบาลต้นข้าวให้อยู่รอดในเดือนแรก โดยการทำนาหยอดใช้เมล็ดพันธุ์เพียง 1.6 กิโลกรัม/ไร่ ลดต้นทุนเมล็ดพันธุ์ลงถึง 22 เท่า แต่ให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 600 กิโลกรัม/ไร่ อีกสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เกษตรกรสำเร็จ คือ ต้องมีทัศนคติที่ดี เชื่อว่า “เราทำได้” มีความรู้ที่ถูกต้อง และกล้าลงมือทำ​​



ในช่วงสุดท้าย เป็นการเสวนา ในเรื่อง “เกษตรวิถีใหม่ เพื่อการพัฒนาท้องถิ่น” โดยผู้ร่วมเสวนาได้แก่ คุณปิตุพร ภูโชคศิริ ผู้ก่อตั้ง ฮักเห็ดฟาร์ม จังหวัดขอนแก่น คุณเจนนิเฟอร์ อินเนส เทย์เลอร์ ผู้ก่อตั้ง อุดรออแกนิกฟาร์ม จังหวัดอุดรธานี และ ว่าที่ ร.ท.มิตรชัย ดุลยลา ผู้อำนวยการ ฝ่ายพัฒนาลูกค้าและชุมชน ธ.ก.ส. ซึ่งดำเนินรายการโดย ดร.ทรงธรรม ปิ่นโต ผู้อำนวยการอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีประเด็นหลักจากการเสวนาดังนี้
​(1) จุดเริ่มต้น: ทำไมคนส่วนใหญ่ยังไม่กล้าปรับตัว​แม้เกษตรกรจำนวนมากจะเห็นโอกาสจากการทำเกษตรรูปแบบใหม่ที่เป็นธุรกิจได้จริง แต่หลายคนยังไม่กล้าปรับตัวเพราะกลัวความเสี่ยง กลัวล้มเหลว และไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน ความไม่มั่นใจจากประสบการณ์เดิมและทักษะใหม่ที่ต้องเรียนรู้ ทำให้แม้เห็นโอกาสก็ยังไม่กล้า
(2) ทำไมบางคน “กล้าปรับ” และการเป็นเกษตรกรที่คิดแบบนักธุรกิจ ผู้ที่ปรับตัวสำเร็จมักเริ่มจากการทำเกษตรให้ตอบโจทย์ตลาดจริง เลือกปลูกสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการ ไม่ยึดติดกับสิ่งที่เคยทำ การเริ่มจากศูนย์กลับเป็นข้อดี เพราะทำให้ไม่กลัว ลองได้เร็ว และเรียนรู้จากการลงมือทำจริง ขณะเดียวกันการสนับสนุนจากรัฐ โดยเฉพาะ ธ.ก.ส. ทั้งเงินทุน ความรู้ และการสร้าง Mindset ใหม่ให้คนรุ่นใหม่ ช่วยสร้างความมั่นใจว่าไม่ได้สู้คนเดียว จึงกล้าปรับตัว และมองเกษตรเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้อย่างยั่งยืนได้จริง
(3) คำแนะนำสำคัญสำหรับผู้เริ่มต้นใหม่ หัวใจของเกษตรยุคใหม่คือการบริหารจัดการ ตั้งแต่ต้นทุน การตลาด การสร้างคุณค่า ไปจนถึงการใช้เทคโนโลยีช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ การเริ่มเล็ก ๆ ทดลองจริง เรียนรู้จากประสบการณ์ตรง และมีทัศนคติที่เชื่อว่าทำได้ คือก้าวแรกที่จะทำให้การทำเกษตรพัฒนาไปเป็นธุรกิจที่มั่นคงในระยะยาว
สุดท้ายนี้ การปรับตัวไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอด เพราะรายได้ของเกษตรกรไม่โต แต่หนี้เพิ่มขึ้น หากไม่ปรับตัว ภาคอีสานก็ไปต่อไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ยังมีความหวังเพราะวันนี้มีตัวอย่างความสำเร็จเกิดขึ้นจริงให้เห็นแล้ว สิ่งเหล่านี้พิสูจน์ว่าเพียงปรับวิธีคิด รายได้ก็เพิ่มได้ และหากมีทุนมากขึ้น ก็ใช้เทคโนโลยีเป็นตัวช่วย และเมื่อพร้อมแล้วก็ยกระดับสู่การเป็นผู้ประกอบการได้ การเปลี่ยนแปลงต้องเริ่มจากตัวเอง แต่ไม่ใช่ว่าต้องสู้คนเดียว เพราะวันนี้ภาครัฐจริงจังกับการช่วยเหลือมากขึ้น เพราะถ้าคนส่วนใหญ่ยังลืมตาอ้าปากไม่ได้ ภูมิภาคก็ไม่มีทางพัฒนาได้ ดังนั้นเรายังอยู่ในแผ่นดินนี้ได้ แต่ต้องมี “วิธีคิดใหม่” ที่กล้าลอง กล้าปรับ และกล้าเริ่มต้น



โรงพยาบาลศรีนครินทร์ มข.ยกระดับบริการดูแลผู้ป่วยเบาหวาน สู่ “ศูนย์ความเป็นเลิศโรคเบาหวาน” แบบ One Stop Service

โรงพยาบาลศรีนครินทร์ มข.ยกระดับบริการดูแลผู้ป่วยเบาหวาน
 สู่ “ศูนย์ความเป็นเลิศโรคเบาหวาน” แบบ One Stop Service
ผศ.นพ.สุรณัฐ เจริญศรี 
อายุรแพทย์ต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิซึม โรงพยาบาลศรีนครินทร์ 
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
โรงพยาบาลศรีนครินทร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นยกระดับบริการดูแลผู้ป่วยเบาหวาน สู่ “ศูนย์ความเป็นเลิศโรคเบาหวาน” (KKU Center of Excellence of Diabetes) รูปแบบ One Stop Service พร้อมบูรณาการทีมสหสาขาวิชาชีพอย่างเต็มรูปแบบ 


           โรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เดินหน้าพัฒนาศักยภาพด้านการดูแลรักษาโรคเบาหวานอย่างเป็นระบบและครบวงจร ด้วยการจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศโรคเบาหวาน (KKU Center of Excellence of Diabetes) เพื่อรองรับจำนวนผู้ป่วยเบาหวานที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี ตอบสนองต่อความต้องการบริการที่มีคุณภาพ และยกระดับผลลัพธ์ทางสุขภาพของประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภูมิภาคใกล้เคียง 


          ผศ.นพ.สุรณัฐ เจริญศรี อายุรแพทย์ต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิซึม โรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า ศูนย์ความเป็นเลิศโรคเบาหวาน ให้ความสำคัญกับการดูแลตามแนวคิด “ผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง” (patient-centered care) โดยผสานความเชี่ยวชาญจากทีมสหสาขาวิชาชีพ ได้แก่ แพทย์เฉพาะทางด้านต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิซึม พยาบาลผู้เชี่ยวชาญ (APN) ด้านการดูแลผู้ป่วยเบาหวาน เภสัชกร นักกำหนดอาหาร นักกายภาพบำบัด และทีมส่งเสริมสุขภาพ เพื่อร่วมกันวางแผนการรักษาและการดูแลสุขภาพที่เหมาะสมเฉพาะบุคคล ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน และเพิ่มคุณภาพชีวิตในระยะยาว “ภายใต้รูปแบบบริการ One Stop Service 

          ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีความซับซ้อนที่ได้รับการปรึกษาจากแผนกต่าง ๆ สามารถเข้ารับการประเมินอาการ ตรวจวินิจฉัย ให้คำปรึกษาด้านโภชนาการ ปรับการใช้ยา คัดกรองภาวะแทรกซ้อนต่างๆ เช่น เบาหวานจอประสาทตา หรือแผลเบาหวานที่เท้า และรับคำแนะนำด้านการดูแลตนเองในจุดเดียว ช่วยลดเวลา ลดขั้นตอน และเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐาน” 


         นอกจากนี้ ศูนย์ความเป็นเลิศโรคเบาหวานยังมุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมด้านเบาหวานควบคู่กับการส่งเสริมความรู้ให้กับบุคลากรและประชาชน เช่น การจัดอบรมพัฒนาสมรรถนะพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยเบาหวาน และการให้ความรู้แก่ประชาชนในกิจกรรมงานวันเบาหวานโลกประจำปี เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถดูแลตนเองได้อย่างยั่งยืน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่างต่อเนื่อง เบื้องต้นเปิดนำร่องให้บริการที่ห้องตรวจอายุรกรรม เบอร์ 8 ทุกวันศุกร์ เวลา 08.30-12.00 น.

วันอาทิตย์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2562

รมว.คลัง Kick Off จ่ายเงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว พร้อมเยี่ยมเกษตกรผู้ประสบอุทกภัยที่ขอนแก่น

รมว.คลัง Kick Off จ่ายเงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว

พร้อมเยี่ยมเกษตกรผู้ประสบอุทกภัยที่ขอนแก่น

             


 วันที่ 22 กันยายน 2562 ณ หอประชุมที่ว่าการอำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ดร.อุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและประธานกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ (ธ.ก.ส.) พร้อมด้วย ดร.สมศักดิ์ จังตระกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการ ธ.ก.ส.  นายกษาปณ์ เงินรวง ผู้ช่วยผู้จัดการ ธ.ก.ส. นายนิยม รัตนเย็นใจ ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการสาขาภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ธ.ก.ส. นายจิรวัฒน์ โลหะ ผู้อำนวยการสำนักงาน ธ.ก.ส.จังหวัดขอนแก่น และนางสุภมาส ประภัสชัย  คลังจังหวัดขอนแก่น ลงพื้นที่ให้กำลังใจพร้อมมอบถุงยังชีพและน้ำดื่มให้แก่พี่น้องประชาชน เกษตรกรลูกค้า ชาวอำเภอบ้านไผ่ ผู้ประสบอุทกภัย จำนวน 1,000 ราย
พร้อมได้ทำพิธี Kick Off  การจ่ายเงินช่วยเหลือ เกษตรกรผู้ปลูกข้าว พร้อมมอบเงินค่าสินไหมทดแทน แก่เกษตรกรผู้ประสบภัยแล้งที่เข้าร่วมโครงการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2562







ดร.อุตตม สาวนายน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
และประธานกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร  (ธ.ก.ส.)

ดร.สมศักดิ์ จังตระกุล
ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น 

นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ
ผู้จัดการ ธ.ก.ส.






นายจิรวัฒน์ โลหะ
ผู้อำนวยการสำนักงาน ธ.ก.ส.จังหวัดขอนแก่น
นายรุจน์ รังษี
นายอำเภอบ้านไผ่

               ด้าน ดร.อุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและประธานกรรมการ ธ.ก.ส. ได้กล่าวว่า รัฐบาลมีความห่วงใยพี่น้องเกษตรกรที่ประสบภัย จึงได้กำหนดมาตรการช่วยเหลือต่าง ๆ ผ่าน ธ.ก.ส.ไม่ว่าจะเป็นโครงการสนับสนุนต้นทุนการผลิตให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2562/63 โดยมอบเงินช่วยเหลือค่าต้นทุนการผลิตไร่ละ 500 บาท ตามพื้นที่ ที่ปลูกข้าวจริงแต่ไม่เกินครัวเรือนละ 20 ไร่ รวมจำนวนเงิน 24,810 ล้านบาท โดยมีเป้าหมายเกษตรกรที่จะได้รับประโยชน์ 4.31 ล้านครัวเรือน และมอบเงินค่าสินไหมทดแทน แก่เกษตรกรผู้ประสบภัยแล้งที่เข้าร่วมโครงการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2562 จำนวน 1,025 ล้านบาท  เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน จากสถานการณ์ภัยแล้งและน้าท่วมที่ส่งผลให้เกษตรกรมีภาระต้นทุนการผลิตข้าวสูงขึ้น และยังเป็นการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนและค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันด้วย



               ด้านนายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการ ธ.ก.ส. กล่าวว่า ธ.ก.ส. ได้เร่งโอนเงินตามโครงการแก่เกษตรกรทั้งประเทศ ไปแล้วจำนวน 1,773,549 ครัวเรือน เป็นเงินกว่า 10,976 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 40 ของเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนผู้ปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2562/63 กับกรมส่งเสริมการเกษตร




               





              ทางด้านนายจิรวัฒน์ โลหะ ผู้อำนวยการสำนักงาน ธ.ก.ส.จังหวัดขอนแก่นกล่าวว่า จังหวัดของแก่น มีเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2562/63 ได้รับเงินสนับสนุนต้นทุน การผลิต จำนวน 192,675 ครัวเรือน เป็นเงิน 1,025 ล้านบาท และได้จ่ายค่าสินไหมทดแก่เกษตรกรผู้ประสบ ภัยแล้งที่เข้าร่วมโครงการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2562 จำนวน 13,100 ราย พื้นที่การเกษตร 161,793 ไร่ เป็นเงิน 218 ล้านบาท  และสำหรับการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย ธ.ก.ส.ได้ดำเนินการจ่ายสินเชื่อฉุกเฉินให้เกษตรกรที่ประสบภัย ทั้งภัยแล้งและอุทกภัย วงเงินประมาณ 1,200 ล้านบาท และสินเชื่อสำหรับฟื้นฟูผู้ประสบภัย วงเงินประมาณ 400 ล้านบาท เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนตามความหนักเบาของผู้ประสบภัย พร้อมขยายระยะเวลาในการชำระหนี้ให้กับพี่น้องเกษตรกรด้วย



ร้านอาหารนิวครัวเพื่อน ริมบึงแก่นนคร ขอนแก่น

สุดยอดยำปลาดุกฟู


นมไทย-เดนมาร์คผลิตจากนมโคสดแท้ 100% ไม่ผสมนมผง


อ.ส.ค.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ขอบคุณภาพจาก ธ.ก.ส.





สนใจลงโฆษณา 062-3514255


ติดตามข่าวสารอื่นๆได้ ที่เพจสะออนนิวส์

  ประเพณีลงแขกเกี่ยวข้าว ประจำปี 2568  ❝เกี่ยวข้าวรวมใจ ชาวนาไทย ใส่ใจหยุดเผา❞  ❝ปลูกวันแม่ เกี่ยววันพ่อ❞  อำเภอชนบท นายปิยะพงษ์ คลังทอง นาย...